🤔 เคยสังเกตไหมว่า… บางครั้งแม้จะเปลี่ยนแอปไปแล้ว แต่ยังเห็นเงาของไอคอนหรือแถบสถานะค้างอยู่บนหน้าจอ? อาการนี้เรียกว่า “จอเบิร์น” (Screen Burn-in) หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ใช้สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ รวมถึงโน้ตบุ๊ก โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้หน้าจอ OLED ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ตัว จนเมื่อสายเกินไป iMedic ขออาสาพาไปรู้จักกับอาการจอเบิร์น ว่าเกิดจากอะไร มีวิธีป้องกันและดูแลอย่างไร พร้อมแนะแนวทางการรับมือ เพื่อให้หน้าจอของคุณใช้งานได้อย่างยาวนาน
จอเบิร์น (Screen Burn) คืออะไร?
จอเบิร์น คือ อาการที่หน้าจอมีการแสดงภาพนิ่งซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น แถบนำทาง เกม หน้านาฬิกา หรือการเปิดความสว่างหน้าจอสูงสุดเป็นเวลานาน จนเกิด รอยเงา รอยด่าง หรือภาพค้าง บนหน้าจอ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเมื่อเปิดภาพพื้นหลังสีขาวหรือสีดำ อาการนี้พบได้บ่อยในหน้าจอประเภท OLED* มากกว่าจอ LCD เพราะ OLED ใช้เทคโนโลยีแสดงผลด้วยวัสดุอินทรีย์ ซึ่งแม้จะให้ภาพคมชัดและสีสันสดใส แต่ก็มีแนวโน้มเสื่อมสภาพตามการใช้งานได้เร็วขึ้น
* จอ OLED ย่อมาจาก Organic Light Emitting Doide คือจอที่ใช้เทคโนโลยีวัสดุอินทรีย์ในการสร้างแสง ซึ่ง OLED มีสีสด การแสดงผลที่คมชัดสูง แสดงผลสีดำได้ดำสนิท นิยมใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรทัศน์ สมาร์ตโฟน เป็นต้น
สาเหตุการเกิดจอเบิร์น (Screen Burn) คืออะไร?
– เปิดค้างหน้าจอหรือแสดงภาพนิ่งเป็นเวลานาน เช่น เปิดแถบนำทาง เล่นเกมที่มีภาพนิ่ง เปิดหน้านาฬิกาค้างไว้ เป็นต้น
– อุณหภูมิของเครื่องสูง มีการใช้งานของเครื่องเป็นเวลานานจนเกินความร้อน หรือใช้ในสภาพอากาศร้อน กลางแจ้ง
– เปิดความสว่างหน้าจอสูงสุดเป็นเวลานาน
วิธีป้องกันเกิดจอเบิร์น (Screen Burn)
– หลีกเลี่ยงการเปิดภาพนิ่งหรือแอปค้างบนหน้าจอเป็นเวลานาน

– เปิดฟีเจอร์ Auto-Brightness ให้ปรับความสว่างอัตโนมัติตามสภาพแสง กดไปที่ ตั้งค่า > การช่วยการเข้าถึง > จอภาพและขนาดข้อความ > “เปิด” ปรับความสว่างอัตโนมัติ

– ตั้งค่าการล็อคหน้าจออัตโนมัติให้ปิดหน้าจอเมื่อตั้งเวลานานเกินไป กดไปที่ ตั้งค่า > จอภาพและความสว่าง > ล็อคอัตโนมัติ
วิธีตรวจสอบและแนวทางแก้ไขเบื้องต้น สำหรับ iPhone
อาการจอเบิร์น (Screen Burn) ยังมีโอกาสหายได้ หรือบางกรณีเป็นอาการของอายุสารอินทรีย์หมดอายุไม่มีทางแก้หายต้องทำการเปลี่ยนจอใหม่เท่านั้น
1. ปิดเครื่องไว้เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง แล้วเปิดเครื่องใหม่ เพื่อให้เม็ดสีได้พักและค่อย ๆ คืนสภาพกลับมาเหมือนเดิม วิธีนี้ใช้ได้กับกรณีที่อาการเบิร์นจอยังไม่ลุกลามหรือระยะเริ่มแรก
2. การกระตุ้นเม็ดพิกเซล เป็นการแสดงสีสันสลับไปมา เพื่อเป็นการรีเซตเม็ดพิกเซลให้กลับมาปกติ โดยพิมค้นหาที่เว็บไซต์ screenburnfixer จะขึ้นวิดีโอบน YouTube ที่มีไว้สำหรับแก้อาการจอเบิร์น เปิดเต็มขนาดหน้าจอ และปล่อยให้วิดีโอเล่นจนจบ ถ้าอาการไม่หนักมากอาการหน้าจอจะหายไป
ถ้ามี AppleCare+ ก็อุ่นใจ
หากวิธีแนะนำข้างต้นแก้ไม่หายมีทางเดียวคือการเปลี่ยนหน้าจอใหม่ เพราะเกิดจากการเสื่อมสภาพของหน้าจอตามอายุการใช้งาน หากคุณมี AppleCare+ ไม่ต้องห่วงคุณสามารถเคลมเปลี่ยนหน้าจอใหม่ได้เลยหากตัวเครื่องของคุณไม่มีรอยตกกระแทก รอยถลอก เคลมได้เลยฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย หากเครื่องของคุณมีรอยตกกระแทก รอยถลอกจะเป็นการเคลมเครื่องใหม่โดยมีค่าใช้จ่าย ฿3,300 ในทางกลับกัน หากคุณไม่มี AppleCare+ อาจต้องจ่ายค่าซ่อมหลักหมื่น ซึ่งเทียบได้กับการซื้อเครื่องใหม่เลยทีเดียว
สรุป
การป้องกันจอเบิร์นเริ่มได้ง่าย ๆ ด้วยการดูแลพฤติกรรมการใช้งาน ไม่เปิดจอทิ้งไว้หรือใช้ความสว่างสูงสุดต่อเนื่อง และควรเปิดโหมดประหยัดพลังงานหรือปรับหน้าจอให้อัตโนมัติ
และเพื่อความอุ่นใจในระยะยาว AppleCare+ คือตัวช่วยสำคัญ ที่พร้อมคุ้มครองทุกความเสี่ยง ให้คุณใช้งานได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวล ไม่ว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อไหร่ก็ตาม
หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมหรือสนใจสมัคร AppleCare+ สำหรับ iPhone ของคุณ สามารถติดต่อ iMedic ได้ทุกสาขา
สาขาที่ให้บริการ
- Fashion Island ชั้น 2 (โทร: 085-221-9372)
- The Mall Lifestore Ngamwongwan ชั้น 9 (โทร: 090-305-2760)
- Robinson Trang ชั้น 2 (โทร: 092-268-9817)
💬 ปรึกษาหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ผ่าน
- Line: @imedicthai
- Facebook : iMedic